พบว่ากรมธรรม์ที่มีอยู่สามารถกู้ได้ แต่ยังไม่แน่ใจว่า ควรกู้เท่าไหร่ ดอกเบี้ยคิดอย่างไร หรือกู้แล้วจะกระทบความคุ้มครองในอนาคตหรือไม่?

กู้เงินจากกรมธรรม์ตัวเอง ทำอย่างไรและดอกเบี้ยแพงไหม? รู้ก่อนตัดสินใจกู้

มีเงินอยู่ในกรมธรรม์ประกันชีวิต แต่เกิดเหตุจำเป็นต้องใช้เงินระหว่างทาง หลายคนอาจไม่รู้ว่า กรมธรรม์บางประเภทที่มีมูลค่าเงินสดหรือมูลค่าเวนคืน อาจมีสิทธิขอกู้เงินตามกรมธรรม์ได้ โดยนำสิทธิประโยชน์ของกรมธรรม์มาเป็นหลักประกัน

ข้อดีสำคัญคือ ในกรณีที่กรมธรรม์มีสิทธิให้กู้ การกู้ไม่ได้หมายความว่าต้องยกเลิกกรมธรรม์ทันที และความคุ้มครองอาจยังคงอยู่ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ แต่ผู้กู้ต้องรับผิดชอบเงินต้นและดอกเบี้ยตามเงื่อนไขที่กำหนด

คำถามต่อมาคือ “กู้เงินจากกรมธรรม์ตัวเองต้องทำอย่างไร และดอกเบี้ยแพงไหม?”

คำตอบคือ ต้องดู มูลค่าเงินสด วงเงินกู้ อัตราดอกเบี้ย และเงื่อนไขของกรมธรรม์แต่ละฉบับ เพราะรายละเอียดไม่ได้เหมือนกันทุกบริษัทและทุกแบบประกัน


กู้เงินจากกรมธรรม์ คืออะไร?

การกู้เงินตามสิทธิกรมธรรม์ คือการนำ มูลค่าเงินสดหรือมูลค่าที่ใช้เป็นหลักประกันตามกรมธรรม์ มาใช้ก่อน โดยกรมธรรม์ยังอาจมีผลคุ้มครองต่อไปตามเงื่อนไข

ในแบบข้อความกรมธรรม์มาตรฐานของ คปภ. ระบุว่า ผู้เอาประกันภัยสามารถขอกู้เงินจากบริษัทได้ โดยจำนวนเงินกู้ต้องไม่เกินเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์ ณ ขณะนั้น หักด้วยหนี้สินที่ผูกพันตามกรมธรรม์ และมีการคิดดอกเบี้ยทบต้นตามอัตราที่กำหนดในเงื่อนไขของกรมธรรม์

ดังนั้นจึงไม่ใช่การ “ถอนเงินที่เราจ่ายไปทั้งหมดออกมา” แต่เป็นการ กู้โดยใช้สิทธิในกรมธรรม์เป็นหลักประกัน


กรมธรรม์แบบไหนสามารถกู้เงินได้?

ไม่ใช่ประกันชีวิตทุกแบบที่จะกู้เงินตามกรมธรรม์ได้

โดยทั่วไป กรมธรรม์ที่มี มูลค่าเงินสดหรือมูลค่าเวนคืน อาจมีสิทธิกู้ตามเงื่อนไข เช่น ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ แบบตลอดชีพ และแบบบำนาญ ขณะที่ผลิตภัณฑ์บางแบบไม่มีมูลค่าเงินสดจึงไม่สามารถกู้ได้

ดังนั้น หากต้องการทราบว่ากรมธรรม์ของตัวเองกู้ได้หรือไม่ ไม่ควรดูจากชื่อประเภทประกันเพียงอย่างเดียว แต่ควรตรวจสอบ ตารางมูลค่ากรมธรรม์และเงื่อนไขการกู้ ของฉบับนั้นโดยตรง


กู้เงินจากกรมธรรม์ได้เท่าไหร่?

ไม่มีวงเงินตายตัว เช่นกัน

หลักสำคัญคือ วงเงินกู้จะสัมพันธ์กับมูลค่าเงินสดหรือมูลค่าเวนคืนของกรมธรรม์ และอาจต้องหักหนี้สินเดิมหรือรายการอื่นตามเงื่อนไข

ตัวอย่างข้อมูลจากเมืองไทยประกันชีวิตระบุว่า วงเงินกู้ต้องไม่เกินมูลค่าเงินสดในกรมธรรม์ และโดยส่วนใหญ่อาจกู้ได้ประมาณ 80–90% ของมูลค่าเงินสดหลังหักหนี้สิน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกรมธรรม์แต่ละแบบ

ขณะที่คู่มือของกรุงเทพประกันชีวิตระบุวงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 90% ของเงินคำนวณคืนตามกรมธรรม์ที่มีอยู่ในขณะนั้น หลังหักหนี้สินและเบี้ยที่ถึงกำหนดชำระตามเงื่อนไข

จึงไม่ควรใช้สูตรว่า “มีเงินในกรมธรรม์ 100,000 บาท ต้องกู้ได้ 90,000 บาท” กับทุกบริษัท เพราะสิทธิจริงต้องดูกรมธรรม์ของผู้เอาประกัน


ตัวอย่างการคำนวณวงเงินกู้

สมมติว่ากรมธรรม์มีมูลค่าเงินสดที่ใช้คำนวณวงเงินกู้ได้ 100,000 บาท

และสมมติว่าบริษัทกำหนดวงเงินกู้สูงสุดไว้ที่ 90%

วงเงินสูงสุดตามตัวอย่างคือ

100,000 × 90% = 90,000 บาท

แต่หากมีหนี้สินค้างอยู่ เช่น 5,000 บาท วงเงินที่สามารถกู้ได้ก็อาจลดลงตามเงื่อนไข

ดังนั้นจึงควรขอ “ยอดกู้ได้จริง ณ วันที่ทำรายการ” จากบริษัทประกันก่อนตัดสินใจ


กู้เงินจากกรมธรรม์ต้องเสียดอกเบี้ยไหม?

ต้องเสียดอกเบี้ยในกรณีที่เป็นเงินกู้ตามกรมธรรม์ที่มีการคิดดอกเบี้ยตามเงื่อนไข

สิ่งที่ต้องดูคือ อัตราดอกเบี้ยที่ระบุในกรมธรรม์หรือที่บริษัทกำหนดสำหรับผลิตภัณฑ์นั้น

ตัวอย่างข้อมูลจากเมืองไทยประกันชีวิตระบุว่า การกู้ตามสิทธิกรมธรรม์คิดดอกเบี้ยทบต้น และอัตราที่พบในข้อมูลของบริษัทอยู่ประมาณ 6–8% ต่อปี โดยย้ำว่าอัตราจริงขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละกรมธรรม์

ส่วนคู่มือการกู้เงินกรมธรรม์ของ AIA ที่เผยแพร่แสดงตัวอย่างหน้าจอการให้บริการที่มี อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 5.10% สำหรับข้อมูลกรมธรรม์ในเอกสารดังกล่าว ซึ่งสะท้อนว่าการใช้อัตราดอกเบี้ยจริงต้องตรวจสอบเป็นรายกรมธรรม์ ไม่ควรนำตัวเลขเดียวไปใช้กับทุกบริษัท


แล้วดอกเบี้ยเงินกู้กรมธรรม์ “แพงไหม?”

คำว่า แพงหรือไม่ ต้องดูทั้งอัตราดอกเบี้ยและวิธีคิดดอกเบี้ย

ตัวอย่างเช่น หากกู้เงิน 100,000 บาท ที่อัตรา 6% ต่อปี

ดอกเบี้ยในหนึ่งปี หากยังไม่มีการชำระคืนระหว่างปีแบบง่าย ๆ จะอยู่ที่ประมาณ

100,000 × 6% = 6,000 บาท

แต่ถ้าเงื่อนไขเป็น ดอกเบี้ยทบต้น และไม่มีการชำระดอกเบี้ยหรือเงินต้น เมื่อเวลาผ่านไป ดอกเบี้ยอาจถูกรวมเข้าเป็นยอดหนี้และเกิดดอกเบี้ยต่อเนื่องได้

ตัวอย่างเชิงสมมติ หาก 100,000 บาทถูกคิดดอกเบี้ยทบต้น 6% ต่อปี และไม่มีการชำระเลย:

ปีที่ 1 = 106,000 บาท
ปีที่ 2 = 112,360 บาท
ปีที่ 3 = 119,102 บาทโดยประมาณ

นี่เป็นเพียงตัวอย่างเพื่อให้เห็นผลของดอกเบี้ยทบต้น ไม่ใช่อัตราหรือยอดหนี้ที่ใช้กับกรมธรรม์ทุกฉบับ

ประเด็นที่สำคัญกว่าคือ อย่าดูแค่เปอร์เซ็นต์ดอกเบี้ย แต่ต้องดูว่าดอกเบี้ยคำนวณอย่างไร และเมื่อปล่อยค้างไว้นานจะกระทบกรมธรรม์อย่างไร


ทำไมกู้เงินตามกรมธรรม์จึงมีดอกเบี้ย?

หลายคนอาจเข้าใจว่า “เงินเป็นของเราอยู่แล้ว ทำไมต้องเสียดอกเบี้ย?”

เหตุผลคือ การกู้ตามกรมธรรม์ไม่ได้เป็นการถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝาก แต่เป็น การกู้ยืมโดยใช้สิทธิหรือมูลค่าของกรมธรรม์เป็นหลักประกัน

ดังนั้นจึงมีเงินต้นที่ต้องคืนพร้อมดอกเบี้ยตามสัญญา

เมืองไทยประกันชีวิตอธิบายว่า การกู้เงินตามกรมธรรม์เป็นการนำมูลค่าเงินสดในกรมธรรม์มาใช้ก่อน ขณะที่บริษัทเดิมยังมีภาระตามสัญญาประกันภัย จึงมีการคิดดอกเบี้ยสำหรับเงินที่กู้ไป


กู้เงินแล้วกรมธรรม์ยังคุ้มครองอยู่ไหม?

โดยหลักของการกู้ตามสิทธิกรมธรรม์ ไม่ได้หมายความว่ากรมธรรม์จะถูกยกเลิกทันที

ในแบบข้อความกรมธรรม์มาตรฐานของ คปภ. ระบุว่า การกู้เงินเป็นการโอนผลประโยชน์ของกรมธรรม์เพื่อเป็นหลักประกันหนี้ และกรมธรรม์ยังมีผลบังคับต่อไป อย่างไรก็ตาม หากเงินกู้รวมดอกเบี้ยที่ค้างชำระมีมูลค่ามากกว่าเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์ ณ ขณะนั้น กรมธรรม์จะสิ้นผลบังคับทันทีตามเงื่อนไขดังกล่าว

เมืองไทยประกันชีวิตก็ระบุหลักการในลักษณะเดียวกันว่า หากเงินกู้และดอกเบี้ยค้างชำระมากกว่ามูลค่าเวนคืน กรมธรรม์จะสิ้นผลบังคับ

จึงไม่ควรคิดว่า “กู้แล้วไม่ต้องสนใจยอดหนี้”

เพราะยอดเงินกู้และดอกเบี้ยยังสัมพันธ์กับความอยู่รอดของกรมธรรม์


ถ้าผู้เอาประกันเสียชีวิตระหว่างที่มีเงินกู้ จะเกิดอะไรขึ้น?

การมีหนี้เงินกู้ตามกรมธรรม์ไม่ได้หมายความว่าความคุ้มครองจะหายไปทันที หากกรมธรรม์ยังมีผลบังคับตามเงื่อนไข

ตัวอย่างข้อมูลจาก Prudential ระบุว่า หากเกิดเหตุเสียชีวิตระหว่างที่มีเงินกู้ ผู้รับผลประโยชน์ยังมีสิทธิได้รับเงินตามกรมธรรม์ แต่บริษัทจะหักเงินกู้และดอกเบี้ยที่ค้างชำระตามเงื่อนไข

ดังนั้น การกู้เงินจึงไม่ได้มีผลเฉพาะกับ “คนที่กู้” แต่ควรคำนึงถึง เงินผลประโยชน์ที่ครอบครัวหรือผู้รับประโยชน์จะได้รับในอนาคต ด้วย


กู้เงินตามกรมธรรม์ต้องชำระคืนเมื่อไหร่?

เรื่องนี้ ไม่เหมือนกันทุกบริษัท

ตัวอย่างเช่น เมืองไทยประกันชีวิตระบุว่าสามารถชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยได้ภายในระยะเวลาที่กรมธรรม์ยังมีผลบังคับ และสามารถชำระคืนตามเงื่อนไขของบริษัท

คู่มือของกรุงเทพประกันชีวิตก็ระบุว่าสามารถชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยได้ภายในระยะเวลาที่กรมธรรม์มีผลบังคับ

ดังนั้น ก่อนกู้ควรถามให้ชัดเจนว่า

ต้องชำระขั้นต่ำหรือไม่?
ชำระเมื่อไหร่?
ดอกเบี้ยคิดอย่างไร?
ชำระเฉพาะดอกเบี้ยได้หรือไม่?
ชำระบางส่วนได้หรือไม่?

คำตอบต้องยึดตามบริษัทและกรมธรรม์ที่ถืออยู่


กู้เงินตามกรมธรรม์ กับเวนคืนกรมธรรม์ ต่างกันอย่างไร?

นี่เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะทั้งสองวิธีสามารถเกี่ยวข้องกับมูลค่าของกรมธรรม์ แต่ผลลัพธ์แตกต่างกัน

ประเด็น กู้เงินตามกรมธรรม์ เวนคืนกรมธรรม์
ได้เงินมาใช้ ได้ตามวงเงินกู้ที่มีสิทธิ ได้มูลค่าเวนคืนตามเงื่อนไข
กรมธรรม์ อาจยังมีผลบังคับ ยุติกรมธรรม์ตามเงื่อนไข
ดอกเบี้ย มีดอกเบี้ยเงินกู้ ไม่มีหนี้เงินกู้จากการเวนคืน
ต้องคืนเงินหรือไม่ ต้องรับผิดชอบเงินกู้และดอกเบี้ย ไม่ใช่เงินกู้ จึงไม่มีเงินกู้ให้คืน
ความคุ้มครอง ยังมีตามเงื่อนไข หากกรมธรรม์ยังมีผล สิ้นสุดตามเงื่อนไข
ผลกระทบในอนาคต หนี้และดอกเบี้ยอาจลดผลประโยชน์ สูญเสียความคุ้มครองและผลประโยชน์ในอนาคต

คปภ. ระบุแยกสิทธิ “เวนคืนกรมธรรม์” และ “การกู้ยืมเงิน” ไว้เป็นคนละสิทธิในแบบข้อความมาตรฐาน โดยการเวนคืนจะนำมูลค่าเวนคืนและผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องมาหักหนี้สิน ส่วนการกู้เป็นการนำผลประโยชน์ตามกรมธรรม์มาเป็นหลักประกันหนี้


แล้วควรกู้เงิน หรือเวนคืนกรมธรรม์?

ไม่มีคำตอบเดียวสำหรับทุกคน

หากปัญหาคือ ต้องการเงินใช้ชั่วคราว แต่ยังต้องการรักษากรมธรรม์ไว้ การกู้ตามสิทธิอาจเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ควรนำมาเปรียบเทียบ

แต่ต้องดูว่า ดอกเบี้ยและหนี้สะสมในอนาคตอยู่ในระดับที่รับผิดชอบได้หรือไม่

ในทางกลับกัน หากสถานะทางการเงินเปลี่ยนไปอย่างถาวร และไม่ต้องการกรมธรรม์เดิมอีกแล้ว การเวนคืนก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ควรนำตัวเลขมาพิจารณา

สิ่งสำคัญคืออย่าดูเฉพาะว่า

“วันนี้ได้เงินเท่าไหร่?”

แต่ควรดูว่า

“อีก 3 ปี หรือ 5 ปี กรมธรรม์จะเหลืออะไร และเราจะมีภาระอะไรตามมา?”


กู้เงินจากกรมธรรม์ มีข้อดีอะไรบ้าง?

1. ไม่จำเป็นต้องยกเลิกกรมธรรม์ทันที

การกู้ตามสิทธิเป็นคนละกระบวนการกับการเวนคืน จึงอาจทำให้กรมธรรม์ยังคงความคุ้มครองได้ตามเงื่อนไข

2. ใช้มูลค่าจากกรมธรรม์ที่มีอยู่

ผู้เอาประกันสามารถใช้สิทธิจากมูลค่าที่สะสมในกรมธรรม์โดยไม่ต้องยุติสัญญาในทันที

3. บางบริษัทมีช่องทางดำเนินการออนไลน์

ตัวอย่างเช่น กรุงเทพประกันชีวิตมีบริการ E-Loan และระบุว่าการกู้เงินตามสิทธิกรมธรรม์สามารถดำเนินการผ่านแอปพลิเคชันได้ตามเงื่อนไขของบริษัท


ข้อจำกัดที่ควรรู้ก่อนกู้เงินจากกรมธรรม์

1. ต้องมีมูลค่ากรมธรรม์เพียงพอ

หากยังไม่มีมูลค่าเงินสดหรือมูลค่าเวนคืนเพียงพอ ก็อาจไม่สามารถกู้ได้

2. ต้องเสียดอกเบี้ย

เงินกู้ไม่ได้เป็นเงินที่ได้รับฟรี และในบางกรมธรรม์มีการคิดดอกเบี้ยแบบทบต้น

3. ยิ่งปล่อยไว้นาน ยอดหนี้ยิ่งเพิ่มได้

หากไม่ได้ชำระดอกเบี้ยหรือเงินต้น ยอดหนี้อาจเพิ่มขึ้นตามวิธีคำนวณดอกเบี้ยของกรมธรรม์

4. อาจกระทบกรมธรรม์หากหนี้สูงเกินมูลค่าเวนคืน

แบบข้อความมาตรฐานของ คปภ. ระบุว่า หากเงินกู้รวมดอกเบี้ยค้างชำระมากกว่ามูลค่าเวนคืน กรมธรรม์จะสิ้นผลบังคับ


ก่อนกู้เงินจากกรมธรรม์ ควรถาม 7 คำถาม

ก่อนเซ็นเอกสารหรือทำรายการกู้ ควรขอข้อมูลให้ชัดเจนว่า

1. ตอนนี้กู้ได้สูงสุดเท่าไหร่?

2. อัตราดอกเบี้ยเท่าไหร่ต่อปี?

3. คิดดอกเบี้ยแบบธรรมดาหรือทบต้น?

4. ดอกเบี้ยเริ่มนับตั้งแต่วันไหน?

5. ต้องชำระคืนเมื่อไหร่ และชำระขั้นต่ำเท่าไหร่?

6. หากไม่ชำระหลายปี จะกระทบทุนประกันหรือผลประโยชน์อย่างไร?

7. หากเสียชีวิตขณะมีหนี้ เงินที่ผู้รับประโยชน์ได้รับจะถูกหักอย่างไร?

คำตอบทั้ง 7 ข้อนี้สำคัญกว่าการดูเพียงว่า “กู้ได้กี่บาท”


ตัวอย่างสถานการณ์: กู้ 100,000 บาท ใช้เงินระยะสั้น

สมมติว่าต้องการเงิน 100,000 บาท และกรมธรรม์มีสิทธิให้กู้ในจำนวนดังกล่าว

ทางเลือกหนึ่งคือกู้จากกรมธรรม์ โดยสมมติอัตราดอกเบี้ย 6% ต่อปี

หากไม่มีการชำระคืนเลยและคิดแบบทบต้นทุกปี ยอดจะประมาณ

ปีแรก: 106,000 บาท
ปีที่สอง: 112,360 บาท
ปีที่สาม: 119,102 บาท

ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่า ระยะเวลาที่ถือหนี้มีความสำคัญพอ ๆ กับอัตราดอกเบี้ย

ดังนั้น ถ้ากู้เพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่องระยะสั้น ควรรู้ตั้งแต่ต้นว่า จะนำเงินมาคืนเมื่อใด และยอดหนี้ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเท่าไร


กู้เงินจากกรมธรรม์ แล้วเอาไปทำอะไรได้บ้าง?

การนำเงินไปใช้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของแต่ละคน เช่น

ค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน

ค่าใช้จ่ายครอบครัว

ค่ารักษาพยาบาล

ค่าเทอม

เงินทุนหมุนเวียน

หรือค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่น ๆ

แต่การกู้ได้ไม่ได้หมายความว่าควรกู้เต็มวงเงินเสมอไป เพราะยิ่งกู้มาก ยอดดอกเบี้ยและภาระที่ต้องบริหารในอนาคตก็เพิ่มขึ้นตามเงื่อนไขของกรมธรรม์

ดังนั้นควรกู้ เท่าที่จำเป็นและมีแผนชำระคืนที่ชัดเจน


ถ้ามีเงินก้อน ควรรีบคืนเงินกู้กรมธรรม์หรือไม่?

เรื่องนี้ควรดู อัตราดอกเบี้ยของกรมธรรม์และเป้าหมายการใช้เงินของแต่ละคน

หากมีเงินก้อนเข้ามา อาจนำมาเปรียบเทียบว่า

นำเงินไปคืนหนี้กรมธรรม์

กับ

เก็บเงินไว้เพื่อเป้าหมายอื่น

แบบไหนสอดคล้องกับสภาพคล่องและภาระทางการเงินของตัวเองมากกว่า

โดยเฉพาะเมื่อดอกเบี้ยเงินกู้เป็นแบบทบต้น การปล่อยยอดค้างไว้นานย่อมทำให้ยอดหนี้สะสมเพิ่มได้

จึงควรติดตามยอดเงินต้นและดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง


กู้เงินตามกรมธรรม์มีผลต่อภาษีหรือไม่?

เรื่องภาษีควรพิจารณาแยกจากเรื่องการกู้เงิน

กรมสรรพากรมีหลักเกณฑ์เฉพาะเกี่ยวกับการใช้สิทธิลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิต โดยกรมธรรม์ที่เข้าเกณฑ์ต้องมีเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนด เช่น กรมธรรม์ประกันชีวิตต้องมีกำหนดเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไปสำหรับการใช้สิทธิในส่วนที่เกี่ยวข้อง

ดังนั้น หากกรมธรรม์เคยนำเบี้ยไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษี และกำลังพิจารณาทั้ง กู้เงิน เปลี่ยนแปลงกรมธรรม์ หรือเวนคืน ควรตรวจสอบผลกระทบทางภาษีของกรณีเฉพาะก่อนดำเนินการ ไม่ควรสรุปว่า “กู้แล้วไม่มีผลทางภาษี” หรือ “กู้แล้วเสียสิทธิแน่นอน” โดยไม่ดูรายละเอียดของกรมธรรม์และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง


สรุป กู้เงินจากกรมธรรม์ตัวเอง ทำอย่างไรและดอกเบี้ยแพงไหม?

กู้เงินจากกรมธรรม์ตัวเองทำได้ในกรณีที่กรมธรรม์มีสิทธิให้กู้และมีมูลค่าตามเงื่อนไข

วงเงินกู้ไม่ได้เท่ากับเบี้ยที่จ่ายไปสะสม แต่จะพิจารณาจากมูลค่าเงินสดหรือมูลค่าเวนคืนและเงื่อนไขของบริษัท โดยบางบริษัทกำหนดวงเงินไว้เป็นสัดส่วนของมูลค่าดังกล่าว

ส่วนคำถามว่า “ดอกเบี้ยแพงไหม?” ควรตอบจากตัวเลขจริงของกรมธรรม์แต่ละฉบับ เพราะอัตราแตกต่างกันได้ ตัวอย่างข้อมูลจากผู้ให้บริการที่ค้นพบมีทั้งประมาณ 5.10% และช่วงประมาณ 6–8% ต่อปี แต่ไม่ควรนำตัวเลขเหล่านี้ไปใช้แทนเงื่อนไขของกรมธรรม์ทุกฉบับ

สิ่งที่ต้องระวังที่สุดคือ ดอกเบี้ยสะสมและผลกระทบต่อกรมธรรม์ หากปล่อยหนี้ไว้นานจนเงินกู้และดอกเบี้ยค้างชำระสูงเกินมูลค่าเวนคืน กรมธรรม์อาจสิ้นผลบังคับตามเงื่อนไข

ดังนั้น ก่อนกู้ควรเปรียบเทียบให้ครบทั้ง วงเงินกู้ อัตราดอกเบี้ย วิธีคิดดอกเบี้ย ระยะเวลาชำระคืน และผลกระทบต่อความคุ้มครอง

ขอคำแนะนำก่อนกู้เงินจากกรมธรรม์

กำลังมีความจำเป็นต้องใช้เงิน และพบว่ากรมธรรม์ที่มีอยู่สามารถกู้ได้ แต่ยังไม่แน่ใจว่า ควรกู้เท่าไหร่ ดอกเบี้ยคิดอย่างไร หรือกู้แล้วจะกระทบความคุ้มครองในอนาคตหรือไม่?

สามารถติดต่อเพื่อขอคำแนะนำและช่วยตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นของกรมธรรม์ เช่น มูลค่าเวนคืน วงเงินกู้ อัตราดอกเบี้ย ยอดหนี้ และผลกระทบต่อผลประโยชน์ในอนาคต พร้อมเปรียบเทียบกับทางเลือกอื่นก่อนตัดสินใจ

ก่อนนำเงินจากกรมธรรม์มาใช้ รู้ตัวเลขให้ครบทั้ง “ได้เงินเท่าไหร่ – เสียดอกเบี้ยเท่าไหร่ – และเหลืออะไรในกรมธรรม์” เพื่อวางแผนได้อย่างรอบคอบ