วางแผนเบี้ยประกันอย่างไรให้ไม่กระทบการเงิน

“เงินเดือนเท่านี้ ควรทำประกันปีละเท่าไหร่?” เป็นคำถามที่หลายคนสงสัย โดยเฉพาะคนที่เริ่มวางแผนการเงินและต้องการมีความคุ้มครองให้กับตัวเองและครอบครัว

หลายคนอาจเคยได้ยินว่าควรแบ่งรายได้บางส่วนไปจ่ายค่าเบี้ยประกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีเปอร์เซ็นต์เดียวที่เหมาะกับทุกคน เพราะแต่ละคนมีรายได้ ค่าใช้จ่าย หนี้สิน ภาระครอบครัว และเป้าหมายทางการเงินแตกต่างกัน

สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การหา “ตัวเลขที่ถูกต้องที่สุด” แต่คือการหาสัดส่วนเบี้ยประกันที่ เหมาะกับความสามารถในการจ่าย และให้ความคุ้มครองเพียงพอกับความเสี่ยงที่ต้องการรับมือ

เบี้ยประกันคืออะไร และทำไมต้องวางแผนให้เหมาะกับรายได้?

เบี้ยประกัน คือจำนวนเงินที่ผู้เอาประกันชำระให้บริษัทประกันภัย เพื่อแลกกับความคุ้มครองและผลประโยชน์ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์

ค่าเบี้ยอาจเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี ดังนั้นก่อนซื้อควรพิจารณาว่าเบี้ยที่เลือกนั้นสามารถจ่ายได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่

การเลือกเบี้ยสูงเกินความสามารถในการจ่าย อาจทำให้สภาพคล่องทางการเงินลดลง ขณะที่การเลือกเบี้ยต่ำเกินไปอาจทำให้ระดับความคุ้มครองไม่เพียงพอต่อความเสี่ยงที่ต้องการป้องกัน

ดังนั้น “จ่ายไหว” และ “คุ้มครองพอดี” จึงเป็นสองเรื่องที่ควรพิจารณาควบคู่กัน


ควรจ่ายค่าเบี้ยประกันกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้?

คำตอบคือ ไม่มีสัดส่วนตายตัวสำหรับทุกคน

การกำหนดงบประมาณค่าเบี้ยประกันควรดูจากภาพรวมทางการเงินของแต่ละคน เช่น

  • รายได้ต่อเดือนและรายได้ทั้งปี
  • ค่าใช้จ่ายประจำ
  • หนี้สินและภาระผ่อนชำระ
  • จำนวนสมาชิกในครอบครัวที่ต้องดูแล
  • เงินสำรองฉุกเฉิน
  • ความคุ้มครองที่มีอยู่แล้ว
  • เป้าหมายทางการเงินในระยะสั้นและระยะยาว

ตัวอย่างเช่น คนที่มีรายได้เท่ากันอาจมีความสามารถในการจ่ายเบี้ยไม่เท่ากัน เพราะคนหนึ่งอาจไม่มีภาระหนี้ แต่อีกคนอาจมีค่าผ่อนบ้าน รถ และภาระเลี้ยงดูครอบครัว

ดังนั้นการใช้เพียง “เปอร์เซ็นต์ของรายได้” เป็นเกณฑ์เดียวอาจไม่เพียงพอ


วิธีคิดค่าเบี้ยประกันจากรายได้แบบเข้าใจง่าย

สามารถเริ่มต้นด้วยการดูว่า รายได้ทั้งปีมีเท่าไหร่ และปัจจุบันมีค่าใช้จ่ายด้านประกันอยู่เท่าไหร่

สูตรเบื้องต้นคือ

สัดส่วนเบี้ยประกันต่อรายได้ (%) = ค่าเบี้ยประกันต่อปี ÷ รายได้ต่อปี × 100

ตัวอย่าง

สมมติว่ามีรายได้เดือนละ 50,000 บาท

รายได้ต่อปี = 50,000 × 12 = 600,000 บาท

หากจ่ายค่าเบี้ยประกันรวมปีละ 60,000 บาท

สัดส่วนเบี้ยประกันต่อรายได้ = 60,000 ÷ 600,000 × 100

เท่ากับ 10% ของรายได้ต่อปี

ตัวเลขนี้ใช้เพื่อช่วยให้เห็นภาพสัดส่วนค่าใช้จ่ายเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่า 10% จะเหมาะกับทุกคน


ดูอะไรบ้างก่อนกำหนดงบค่าเบี้ยประกัน?

1. ดูรายได้สุทธิที่ใช้ได้จริง

อย่าพิจารณาจากรายได้เพียงอย่างเดียว แต่ควรดูเงินที่เหลือหลังหักภาษีและค่าใช้จ่ายจำเป็นด้วย

คนที่มีรายได้สูงแต่มีภาระจำนวนมาก อาจมีงบสำหรับเบี้ยประกันน้อยกว่าคนที่มีรายได้น้อยกว่าแต่มีภาระค่าใช้จ่ายต่ำ

2. ดูค่าใช้จ่ายประจำ

ลองรวมค่าใช้จ่ายที่จำเป็น เช่น

ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าที่อยู่อาศัย ค่าสาธารณูปโภค ค่าเล่าเรียน หรือค่าใช้จ่ายสำหรับสมาชิกในครอบครัว

เมื่อทราบค่าใช้จ่ายพื้นฐานแล้ว จะเห็นได้ชัดขึ้นว่าเหลือเงินสำหรับการวางแผนความคุ้มครองมากน้อยเพียงใด

3. ดูหนี้สิน

หากมีหนี้บ้าน หนี้รถ หรือหนี้ประเภทอื่น ควรคำนึงถึงภาระการผ่อนชำระในระยะยาวด้วย

ประกันที่เลือกควรไม่ทำให้ต้องลดการชำระหนี้ที่จำเป็น หรือทำให้กระแสเงินสดในแต่ละเดือนตึงตัวเกินไป

4. ดูเงินสำรองฉุกเฉิน

ก่อนเพิ่มภาระค่าเบี้ย ควรประเมินว่ามีเงินสำรองสำหรับเหตุการณ์ไม่คาดคิดเพียงพอหรือยัง

เพราะแม้จะมีประกัน แต่ก็ยังควรมีเงินสดสำรองสำหรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉินและค่าใช้จ่ายที่กรมธรรม์อาจไม่ได้ครอบคลุม

5. ดูความคุ้มครองที่มีอยู่แล้ว

บางคนมีประกันชีวิต ประกันสุขภาพ หรือสวัสดิการจากบริษัทอยู่แล้ว

การซื้อประกันเพิ่มจึงควรเริ่มจากการตรวจสอบว่า ปัจจุบันมีอะไรอยู่แล้ว และยังขาดความคุ้มครองด้านใด

แทนที่จะซื้อหลายกรมธรรม์โดยไม่ดูภาพรวม


เปรียบเทียบงบเบี้ยประกันในแต่ละลักษณะของผู้เอาประกัน

ลักษณะทางการเงิน สิ่งที่ควรพิจารณา
คนโสด ภาระน้อย เน้นความคุ้มครองที่จำเป็นและรักษาสภาพคล่อง
คู่สมรส พิจารณาความมั่นคงของรายได้ของทั้งครอบครัว
มีบุตร ให้ความสำคัญกับความคุ้มครองของผู้ที่เป็นรายได้หลักและเป้าหมายการศึกษา
มีหนี้บ้าน/รถ ต้องคำนึงถึงภาระหนี้และความสามารถในการจ่ายเบี้ยต่อเนื่อง
เจ้าของธุรกิจ/รายได้ไม่แน่นอน ควรเผื่อกระแสเงินสดและหลีกเลี่ยงภาระเบี้ยที่สูงเกินไป
ใกล้เกษียณ พิจารณาความคุ้มครองที่จำเป็นและค่าใช้จ่ายระยะยาว

ตารางนี้เป็นเพียงแนวทางในการพิจารณา เพราะความเหมาะสมจริงขึ้นอยู่กับข้อมูลทางการเงินและเป้าหมายของแต่ละบุคคล


เบี้ยประกันสูง แปลว่าคุ้มครองดีกว่าเสมอหรือไม่?

ไม่เสมอไป

เบี้ยที่สูงกว่าอาจมาพร้อมความคุ้มครองหรือผลประโยชน์ที่มากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเหมาะกับทุกคน

ตัวอย่างเช่น หากคนหนึ่งต้องการเพียงหลักประกันชีวิตเพื่อครอบครัว การเลือกแผนที่มีองค์ประกอบหลายด้านและมีค่าเบี้ยสูงมาก อาจไม่ตรงกับเป้าหมายของเขา

ในทางกลับกัน หากอีกคนต้องการวางแผนหลายเรื่องพร้อมกัน เช่น ความคุ้มครองชีวิต สุขภาพ และเป้าหมายระยะยาว ก็อาจต้องใช้งบประมาณมากขึ้น

จึงควรพิจารณา “ความคุ้มครองที่ต้องการ” เทียบกับ “ค่าเบี้ยที่สามารถรับผิดชอบได้” มากกว่าดูเฉพาะราคา


เบี้ยประกันถูกกว่า แปลว่าเหมาะกว่าหรือไม่?

ก็ไม่เสมอไปเช่นกัน

กรมธรรม์ที่มีเบี้ยต่ำกว่าอาจให้ความคุ้มครองในระดับหนึ่ง แต่รายละเอียดของผลประโยชน์ เงื่อนไข และข้อยกเว้นอาจแตกต่างจากแผนที่มีเบี้ยสูงกว่า

ดังนั้นก่อนตัดสินใจควรเปรียบเทียบอย่างน้อย 4 เรื่อง ได้แก่

ความคุ้มครอง + เบี้ยประกัน + ระยะเวลาคุ้มครอง + เงื่อนไขของกรมธรรม์

ไม่ควรใช้ค่าเบี้ยเพียงอย่างเดียวเป็นตัวตัดสิน


ควรแบ่งเงินไปทำประกันก่อนออมหรือลงทุนหรือไม่?

การวางแผนการเงินไม่ได้มีเพียงเรื่องประกัน แต่ยังรวมถึงการสร้างเงินสำรอง การออม และการลงทุนด้วย

แนวคิดที่สำคัญคือควรจัดลำดับความสำคัญของเป้าหมายให้เหมาะกับสถานะทางการเงินของตัวเอง

ตัวอย่างเช่น

ขั้นที่ 1: ดูแลค่าใช้จ่ายจำเป็น
ขั้นที่ 2: จัดการภาระหนี้
ขั้นที่ 3: สร้างเงินสำรองฉุกเฉิน
ขั้นที่ 4: วางแผนความคุ้มครอง
ขั้นที่ 5: จัดสรรเงินสำหรับเป้าหมายระยะยาวและการลงทุน

ลำดับดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องทำตามเหมือนกัน แต่ช่วยให้เห็นภาพว่าการซื้อประกันควรเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเงินโดยรวม


5 คำถามที่ควรถามตัวเองก่อนซื้อประกัน

ก่อนตัดสินใจ ลองตอบคำถามเหล่านี้

1. ถ้าเกิดเหตุไม่คาดคิด วันนี้ครอบครัวจะได้รับผลกระทบทางการเงินมากแค่ไหน?

2. ตอนนี้มีสวัสดิการหรือกรมธรรม์อะไรอยู่แล้วบ้าง?

3. ต้องการความคุ้มครองด้านใดมากที่สุด?

4. สามารถจ่ายเบี้ยจำนวนนี้ต่อเนื่องได้หรือไม่?

5. หลังจ่ายเบี้ยแล้ว ยังมีเงินเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายและเป้าหมายอื่นหรือไม่?

คำตอบของทั้ง 5 ข้อนี้จะช่วยให้การวางแผนประกันมีความชัดเจนมากขึ้น


สรุป: ค่าเบี้ยประกันควรเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้?

คำถามว่า “ควรจ่ายค่าเบี้ยประกันกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้?” ไม่มีคำตอบเดียวสำหรับทุกคน

เปอร์เซ็นต์ของรายได้สามารถใช้เป็น เครื่องมือช่วยดูภาพรวม แต่ไม่ควรใช้เป็นเกณฑ์เดียวในการตัดสินใจ

สิ่งที่ควรให้ความสำคัญมากกว่าคือ

เบี้ยที่จ่ายไหว + ความคุ้มครองที่เพียงพอ + ไม่กระทบสภาพคล่อง + สอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงิน

การวางแผนประกันที่ดีจึงไม่ใช่การพยายามซื้อให้มากที่สุด แต่เป็นการเลือกความคุ้มครองให้เหมาะกับชีวิตและสามารถดูแลกรมธรรม์ได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว